คนที่รู้จักเราดีย่อมจะรู้ว่าเรานั้นเป็นนักวิ่งนะ เอ้ยจริงอ่ะ หลายคนอาจจะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความจริงในเรื่องนี้ เป็นไปได้หรอ บก.ตัวอ้วนนะ กลิ้งรึป่าว บก.แต่มันไม่ได้เป็นอุปสรรคแก่ตัว บก. เพราะ บก.ค่อนข้างจะกลัวในหลายเรื่องๆ พูดมาถึงตอนนี้หลายคนชักงง ความกลัวเกี่ยวอะไรกับการเป็นนักวิ่ง เกี่ยวโดยอย่างยิ่ง เพราะการวิ่งของ บก.นี้ เป็นการวิ่งนี้ปัญหา
ตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 20 ปี นี่ ยอมรับว่า เป็นคนที่ไม่กล้าเผชิญกับสิ่งที่กลัวมาตลอด การเป็นคนหนีปัญหาเล็กๆน้อยๆ จนเป็นคนที่เคยตัดสินใจผิดพลาดครั้งนึงในชีวิตมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะโหดร้ายมาก เพราะความกลัวเคยทำให้เราเคยทิ้งความฝันไปสู่การหลงใหลในภวังค์แห่งการเข้าข้างตนเอง และด้วยความกลัวในเรื่องบางเรื่อง บอกตรงๆ คือรับน้อง การตัดสินใจทิ้งมหาวิทยาลัยที่ตนเฝ้าฝันว่าจะศึกษาที่นั้น มันเป็นการหนีปัญหาที่ทำให้เราเองเป็นคนเครียด เครียดพอๆกับพ่อแม่และคนในบ้าน เราคิดนะว่าเราหาทางออกให้ชีวิตดี แต่บางทีมันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความเครียดนั้นทำให้เราซึมเซื่องไปโดยปริยาย แต่การได้เข้าวัดเข้าวาไปถวายสังฆทาน (ไปวัดห้วยพลู อ.นครชัยศรี นครปฐม) เนื่องด้วยมีคุณลุงเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่นั่น ทำให้เราแลสงบขึ้น การตัดสินใจในครานั้นตัว บก. เองตัดสินว่า จะหยุดเรียนไป 1ปี แล้วค่อยซิ่วเอาที่อื่น โดยไม่สนใจคนอื่นๆ ว่าจะทำยังไง เบอร์เพื่อนที่ มหาวิทยาลัยแห่งนั้น บก. ลบ หมด ไม่สนใจใครทั้งนั้น โทรศัพท์ปิดเครื่อง เพื่อนในเฟสก็ลบทิ้ง มันคงเป็นผลที่เราตัดสินใจนะ เราไม่กล้าจะสู้หน้าใครหรอก จนในที่สุดลงเอยด้วยการที่ว่า บก.เคยสอบของมหาวิทยาลัยปัจจุบันไว้จึงตัดสินใจยืนยันสิทธิเข้าเรียน
ความลับของนักวิ่งอย่าง บก. มันไม่ใช่ความลับที่น่าประทับใจเท่าไหร่ มันเป็นสิ่่งที่ทำร้ายตัวเราอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว เราเองอาจจะคิดว่าการหนีปัญหาเป็นเรื่องที่ทำให้เราสบายใจแต่เมื่อลองมองดูให้ถี่ถ้วนแล้วการหนีปัญหา มันก็เหมือนกับการผลักปัญหาไปให้ผู้อื่น สุดท้ายเราเองก็ยังรู้สึกเหมือนมีปมที่ค้างคาอยู่เรื่อยไม่รู้จักหมดจักสิ้น มันไม่ใช่สิ่งดีหรอกหากยังยืนกรานที่จะเป็นคนที่หนีปัญหาอยู่ต่อไป เพราะนอกจากจะทำให้เราไม่รุ้จักโตแล้ว เราเองแหละที่จะเป็นคนแพ้ภัยในตัวเอง
จบดีกว่า ตอนที่ 2
บก.นักเพ้อฝัน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น